สธ.แถลง ยันไทยโควิด-19 ระบาดเกินระยะ 2 แล้ว แต่ไม่ถึงขั้นระยะ 3

ยอดผู้ติดเชื้อโควิด -19 พุ่ง 943 ราย เป็นผู้ป่วยรายใหม่ 107 ราย พบหนึ่งในนั้นเป็นผู้ต้องขัง เผย มีการแยกตัวคัดกรองโรคติดต่ออยู่แล้ว ชี้ผลการทดสอบ Test kit เป็นเพียงการตรวจจำนวนแอนติบอดี้ในร่างกาย ไม่ชัดติดโรคหรือไม่ การตรวจ PCR เเม่นยำที่สุด ลั่น ต้นเดือนเมษา เตรียมนำเข้าสต๊อกยาอีก 200,000 เม็ดนายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน สาธารณสุขนิเทศ เขตสุขภาพที่ 10 และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด - 19 ว่า สถานการณ์วันที่ 25 มีนาคม 2563 มียอดผู้ป่วยสะสม 943 ราย โดยเป็นผู้ป่วยใหม่ 107 ราย ซึ่งสามารถจำแนกผู้ป่วยได้เป็น 3 กลุ่ม

โดยในกลุ่มแรกมีประวัติสัมผัสผู้ป่วย จากสนามมวยจำนวน 4 ราย สถานบันเทิง 5 ราย และติดจากผู้ป่วยรายงาน 14 ราย โดยหนึ่งในจำนวนนั้นมีตำรวจและผู้ต้องขังรวมอยู่ด้วย และผู้ที่ร่วมพิธีทางศาสนา 4 ราย

กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยรายใหม่ 13 ราย เป็นผู้ป้วยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ทั้งชาวไทยอละชาวต่างชาติ 6 ราย / ผู้ที่มีความใกล้ชิดกับชาวต่างชาติ 5 ราย/ และเป็นบุคลากรทางการแพทย์ 2 ราย ซึ่งพบว่าเป็นแพทย์พี่เลี้ยงใช้ทุนในโรงพยาบาล 2 ปี และพบว่าก่อนหน้านี้มีการใกล้ชิดกับบุคลากรทางการแพทย์ภายในห้องผ่าตัด 15 คน และมีผู้ใกล้ชิดอีก 10 คน

กลุ่มที่ 3 เป็นผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อจำนวน 67 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค และในผู้ป่วนหนัก 4 ราย ขณะนี้มีการใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ ส่วนผู้ส่วนสามารถกลับบ้านได้ 70 ราย รักษาอยู่ในโรงพยาบาล 860 ราย

ทั้งนี้นายแพทย์ทวีศิลป์ ระบุว่า ผู้ที่เดินทางกลับภูมิลำเนา ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสำรวจการเดิน และต้องแยกตัวออกจากผู้อื่นเป็นระยะเวลา 14 วัน พร้อมทั้งเว้นระยะห่างทางสังคม ประมาณ 1-2 เมตร สวมหน้ากากอนามัย ซึ่งสามารถสำคัญที่ทำให้เกิดการติดต่อผู้ป่วยจากงานเลี้ยงสังสรรค์กว่า 100 ราย และหากเป็นไปได้ให้ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และเด็กงดออกจากบ้านเพื่อลดความเสี่ยงลดเชื้อ ขณะเดียวกันผู้ที่ทำงานนอกบ้านต้องเว้นระยะห่างจากครอบครัวเช่นกัน

โดยโฆษกระทรวงสาธารณสุข เน้นย้ำว่า ผู้ป่วยที่เดินทางมาพบแพทย์ต้องมีการแจ้งความเสี่ยงติดโรคให้กับบุคลากรทางการแพทย์ทราบ อย่าปกปิดข้อมูล เพื่อป้องกันการติดโรค ยืนยันว่าบุคลากรทางการแพทย์ไม่ได้รังเกียจประชาชนแต่อย่สงใด แต่แพทย์ 1 คน ต้องตรวจรักษาผู้ป่วยนับร้อยคน แต่กลับต้องมากักตัว ทำให้แพทย์ลดน้อยลง ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข

ซึ่งในช่วงเช้าที่ผ่านมามีการประชุมหารือสถานการณ์ฉุกเฉินทางการแพทย์ ถือมาตรการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน เนื่องจากที่ผ่านมาบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น สิ่งสำคัญคือหน้ากาอนามัยทางการแพทย์ถือเป็นปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งการบริหารจัดการจากผู้ตรวจราชการต้องมีการระบุชัดเจนว่า ผู้ใดบ้างที่จะได้รับ

ส่วนหน้ากาก N95 และชุด PPE ได้มีการหารือกันในประเด็นดังกล่าวที่จะมีการจัดหาเพิ่มเติมให้เพียงพอ โดยให้โรงพยาบาลเปิดรับบริจาคจากประชาชนได้ รวมไปถึงการจัดเตรียมยารักษาที่ต้องใช้ในกลุ่มผู้ป่วยหนัก โดยปัจจุบันมีสต๊อกยาจำนวน 50,000 เม็ด และได้มีการสั่งซื้อเพิ่มเติมจากผู้ผลิตทั้งในจีนและญี่ปุ่น อีก 200,000 เม็ด โดยจะได้รับยาในช่วงต้นเดือนเมษายน

ส่วนการนำเข้า Test Kit กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้รายงานว่ามีหลายบริษัทได้เสนอขายมาเป็นจำนวนมากแต่ผ่านมาตรฐานเพียง 2 บริษัท โดยกระทรวงสาธารณสุขจะรวบรวมข้อมูลไว้ที่แอพลิเคชั่น ไทยรู้ สู้โควิด พร้อมกับยังยืนยันว่า ผลการตรวจจาก Test kit เป็นการตรวจจำนวนแอดตี้บอดี้ในเลือด ไม่ว่สผลจะเป็นบวกหรือลบก็ไม่ได้หมายความว่าติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อ การตรวจ PCR จึงเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังยืนยันว่าน้ำยาตรวจ PCR ยังเพียงพอ ขอให้ประชาชนนั้นมั่นใจ

ส่วนกรณีผู้ต้องขังติดเชื้อเป็นการรายงานมาเท่านั้นยังไม่ทราบในรายละเอียดของบุคคล ซึ่งปกติแล้วจะมีการควบคุมโรคและแยกโรคติดต่อ เป็นปกติอยู่แล้ว

ทั้งนี้โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ได้ยืนยันว่าประเทศไทยในขณะนี้ ได้มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19เกินในระยะที่ 2 แล้ว แต่ยังไม่ถึงกับระยะที่ 3 หากถึงเมื่อไหร่คงได้ประกาศแถลงแจ้งต่อประชาชน

เครดิตข่าวโดย: Nation TV
เรื่องอื่นๆ
ก่อนหน้า